News

จุดจบสีกากีนอกแถว: เมื่อด่านเถื่อนรีดไถคนหาเช้ากินค่ำ แต่ดันกระตุกหนวดเสือ

ปะทะ ‘ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่’ ที่ปลอมตัวมาสืบราชการลับ การเช็คบิลล้างบางและบทลงโทษอันเด็ดขาดที่พวกกังฉินจะต้องจดจำไปจนวันตาย!

ลมหนาวในช่วงกลางดึกพัดกรรโชกแรงจนใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามถนนสายเปลี่ยวชานเมืองหลวง ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟกะพริบสีส้มจากเสาไฟที่เสียบ้างติดบ้าง รถแท็กซี่เก่าๆ คันหนึ่งกำลังแล่นไปตามทางอย่างเชื่องช้า เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มบ่งบอกถึงอายุการใช้งานที่ยาวนาน ‘ลุงสมหมาย’ โชเฟอร์วัยหกสิบกว่าปี ขยับแว่นสายตาที่รอยร้าว พยายามเพ่งมองถนนข้างหน้าด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้แกขับรถมาตั้งแต่เช้าตรู่ หวังจะได้เงินก้อนเล็กๆ ไปจ่ายค่าหยูกยาให้ภรรยาที่กำลังล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ที่บ้านเช่า

ที่เบาะหลังของรถแท็กซี่คันนั้น มีผู้โดยสารเพียงคนเดียวนั่งอยู่เงียบๆ เขาคือชายวัยห้าสิบเศษ สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีมอๆ สวมหมวกแก๊ปดึงลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งบน ดูเผินๆ เหมือนชายวัยกลางคนธรรมดาที่เพิ่งเลิกงานกะดึก หรือไม่ก็เป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำทั่วไป ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้เสื้อผ้าอันแสนธรรมดานี้ เขาคือ ‘พลตำรวจโท ณัฐพล’ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่ป้ายแดง ที่เพิ่งได้รับคำสั่งสายฟ้าแลบให้มารับตำแหน่งและเตรียมจะเข้าพิธีประดับยศอย่างเป็นทางการในเช้าวันพรุ่งนี้!

พล.ต.ท. ณัฐพล ขึ้นชื่อเรื่องความตงฉิน ซื่อสัตย์ และเกลียดชังการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงสีกากีเข้าไส้ เขาตั้งใจแต่งกายปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา นั่งรถแท็กซี่ตระเวนไปตามจุดเสี่ยงต่างๆ ในยามวิกาล เพื่อตรวจตราดูการทำงานของลูกน้องในพื้นที่ด้วยตาของตนเอง ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ทว่า… รถแท็กซี่เก่าๆ ของลุงสมหมายวิ่งมาได้ไม่ไกลนัก แสงไฟฉายสว่างวาบก็สาดส่องเข้ามากระทบกระจกหน้ารถจนลุงสมหมายต้องเบรกตัวโก่ง!

ข้างหน้าคือ ‘ด่านตรวจ’ ที่ตั้งขึ้นอย่างลวกๆ ไม่มีป้ายไฟแจ้งเตือน ไม่มีกรวยสะท้อนแสงที่ได้มาตรฐาน มีเพียงรถสายตรวจจอดซุ่มอยู่ในมุมมืด และนายตำรวจในเครื่องแบบสองนายที่กำลังยืนจังก้าขวางถนนอยู่

“จอดๆๆ! ปิดไฟหน้า ลดกระจกลงเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดกร้าวและหยาบคายดังก้องมาจากนายตำรวจยศนายดาบที่เดินเข้ามากระบองไฟฉายเคาะกระจกรถอย่างแรง

ลุงสมหมายรีบลดกระจกลงด้วยมือที่สั่นเทา “ม… มีอะไรหรือครับคุณตำรวจ ผมเพิ่งรับผู้โดยสาร กำลังจะกลับเข้าอู่ครับ”

‘ดาบตำรวจยศ’ กวาดสายตามองเข้าไปในรถ แสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเริ่มหาเรื่อง “ตาแก่ ใบขับขี่อยู่ไหน? แล้วนี่ไฟท้ายก็หรี่ๆ ยางก็โล้น ขับรถสภาพแบบนี้มาบนถนนได้ยังไงฮะ! อยากพาลูกหลานคนอื่นไปตายหรือไง!”

“โธ่… คุณตำรวจครับ รถผมเพิ่งไปตรวจสภาพมาเมื่อเดือนที่แล้วเองนะครับ ยางก็เพิ่งเปลี่ยนมา ไฟท้ายมันแค่มีฝุ่นเกาะ…” ลุงสมหมายพยายามอธิบายด้วยความสุภาพ

“มึงเถียงกูเหรอ!” ดาบยศตวาดเสียงลั่น ชี้หน้าโชเฟอร์ชรา “ข้อหาขับรถสภาพไม่ปลอดภัย ดัดแปลงสภาพ ดื้อแพ่งต่อเจ้าพนักงาน… เอาล่ะ โดนปรับหนักแน่ๆ สองพันบาท! มีเงินจ่ายไหม หรือจะให้กูยึดรถแล้วลากไปโรงพัก!”

“ส… สองพัน! ผมไม่มีหรอกครับนาย ตั้งแต่เช้าผมเพิ่งวิ่งได้แค่สี่ร้อยบาทเอง เงินก้อนนี้ผมต้องเอาไปซื้อยาให้เมียที่เป็นโรคไตด้วยครับ นายสงสารผมเถอะนะครับ ปล่อยผมไปเถอะ” ลุงสมหมายยกมือไหว้ปลกๆ น้ำตาแห่งความจนตรอกเริ่มเอ่อคลอเบ้า

ในตอนนั้นเอง ‘ร้อยตำรวจเอก ดนัย’ นายตำรวจหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าชุด ก็เดินกร่างเข้ามาสมทบ เขากระดิกนิ้วเรียกดาบยศให้หลบไป ก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามาในรถ

“ลุง… กฎหมายก็คือกฎหมายนะเว้ย แต่เอาเถอะ เห็นแก่ความสงสาร พวกกูก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรนักหรอก เอาแบบนี้ จ่ายค่า ‘บำรุงท้องที่’ มาห้าร้อยบาท แล้วกูจะทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยมึงไป… เอ้า จ่ายมาเร็วๆ อย่าลีลา!” ผู้กองดนัยแบมือออกตรงหน้าลุงสมหมายอย่างหน้าด้านๆ

ลุงสมหมายมือสั่น ควักกระเป๋าเงินเก่าๆ ออกมา มีแบงก์ร้อยอยู่แค่สี่ใบกับเศษเหรียญ แกพยายามจะยื่นให้ทั้งหมดด้วยความจำยอม เพราะรู้ดีว่าคนจนๆ อย่างแกไม่มีทางต่อกรกับผู้รักษากฎหมายนอกแถวเหล่านี้ได้

แต่ก่อนที่เงินห้าร้อยบาทก้อนนั้นจะหลุดจากมือของลุงสมหมายไปแตะมืออันสกปรกของร้อยตำรวจเอกดนัย… เสียงที่ราบเรียบแต่ทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากเบาะหลัง

“ช้าก่อนครับคุณลุง… อย่าเพิ่งจ่าย”

พล.ต.ท. ณัฐพล ในคราบชายวัยกลางคนธรรมดา เอื้อมมือมาจับแขนลุงสมหมายไว้เบาๆ ก่อนจะดันตัวเองเข้ามาใกล้กระจกรถ เขาจ้องหน้าผู้กองดนัยด้วยสายตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัว

“คุณตำรวจครับ การตั้งด่านตรวจในยามวิกาลแบบนี้ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องมีป้ายไฟส่องสว่าง มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรควบคุม และถ้ามีการเปรียบเทียบปรับ ก็ต้องออกใบเสร็จรับเงินอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่หรือครับ? การที่คุณมาเรียกเก็บเงินสดๆ เข้ากระเป๋าแบบนี้ โดยอ้างว่าค่าบำรุงท้องที่… มันเข้าข่ายกรรโชกทรัพย์และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นะครับ”

คำพูดที่ฉะฉานและแม่นข้อกฎหมายทุกกระเบียดนิ้ว ทำเอาตำรวจกังฉินทั้งสองนายชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่พวกมันจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“ฮ่าๆๆ! มึงดูสิไอ้ยศ วันนี้เราเจอพวกหัวหมอว่ะ!” ผู้กองดนัยหัวเราะเยาะ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุดันและหยาบคาย “มึงเป็นใครฮะไอ้แก่! เป็นทนายกระจอกๆ หรือเป็นนักข่าวฮะ! เสือกไม่เข้าเรื่อง มึงรู้ไหมว่ามึงกำลังคุยอยู่กับใคร พื้นที่นี้กูคือพระเจ้า! กฎหมายคือสิ่งที่กูสั่ง!”

“ล… ลุงครับ อย่าไปเถียงเขาเลยครับ เดี๋ยวเรื่องจะบานปลาย เอาเงินผมให้เขาไปเถอะครับ” ลุงสมหมายหันมากระซิบด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

แต่ชายผู้โดยสารกลับส่ายหน้า เขาเปิดประตูรถแท็กซี่และก้าวลงมายืนประจันหน้ากับนายตำรวจทั้งสองนายอย่างไม่สะทกสะท้าน แสงไฟจากด่านเถื่อนสาดกระทบใบหน้าที่ถูกบดบังด้วยหมวกแก๊ปเล็กน้อย

“ผมไม่ได้เป็นทนาย แล้วก็ไม่ได้เป็นนักข่าว…” พล.ต.ท. ณัฐพล เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ผมก็แค่ประชาชนคนหนึ่งที่เสียภาษีเป็นเงินเดือนให้พวกคุณ! เสื้อเครื่องแบบที่คุณใส่อยู่ ตราแผ่นดินที่คุณติดอยู่ที่หน้าอก มันมีไว้เพื่อปกป้องประชาชน ไม่ใช่เอามากดขี่รีดไถคนที่เขาหาเช้ากินค่ำแบบนี้!”

“ปากดีนักนะมึง!!” ดาบยศชักกระบองยางออกมาจากเอว ปรี่เข้าไปหมายจะฟาดเข้าที่หน้าของผู้โดยสารวัยกลางคน แต่ผู้กองดนัยยกมือห้ามไว้

“ใจเย็นไอ้ยศ… คนแบบนี้มันต้องเจอข้อหาหนักๆ” ผู้กองดนัยแสยะยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะชี้หน้าพล.ต.ท. ณัฐพล “มึงลงมาจากรถก็ดีแล้ว… กูสงสัยว่ามึงมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่! ค้นตัวมัน! ถ้าเจอยาบ้าแม้แต่เม็ดเดียว กูจะจับมึงยัดคุกให้เน่าตายไปเลย โทษฐานปากดีกับเจ้าพนักงาน!”

นี่คือพฤติกรรมต่ำช้าที่สุดที่ตำรวจเลวใช้เพื่อยัดข้อหาและแบล็กเมล์ประชาชนผู้บริสุทธิ์ พล.ต.ท. ณัฐพล ยืนนิ่ง ไม่ขัดขืน ปล่อยให้ตำรวจชั้นผู้น้อยสองนายเข้ามาลูบคลำค้นตัวเขาอย่างหยาบคาย ในใจของนายพลหนุ่มเดือดพล่านประดุจลาวาภูเขาไฟ แต่เขากำลังเก็บรวบรวมหลักฐานและจดจำใบหน้าของพวกมันให้ชัดเจนที่สุด

“ไม่มีอะไรเลยครับผู้กอง มีแต่กระเป๋าตังค์เน่าๆ กับโทรศัพท์มือถือ” ดาบยศรายงาน

ผู้กองดนัยจิ๊ปากด้วยความขัดใจ ก่อนจะกระชากคอเสื้อแจ็กเก็ตของชายวัยกลางคนเข้ามาใกล้ๆ “เอาล่ะไอ้แก่ ในเมื่อมึงเสือกอยากเป็นฮีโร่ช่วยไอ้แท็กซี่นี่ มึงก็ต้องจ่ายแทนมัน! เอาเงินในกระเป๋ามึงมาให้หมด ไม่อย่างนั้น กูจะยัดยาบ้าใส่มือมึงตอนนี้แหละ แล้วมึงเตรียมตัวติดคุกยาวได้เลย!”

พล.ต.ท. ณัฐพล จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความละโมบของนายตำรวจรุ่นน้อง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้อุณหภูมิรอบด้านเย็นเยียบลงไปอีก

“คุณแน่ใจนะ… ว่าคุณจะใช้วิธีนี้กับผม?”

“เออ! กูแน่ใจ! มึงจะทำไม มึงจะโทรหาแม่มึงหรือไงฮะ!” ผู้กองดนัยตะคอก

“งั้นผมขอโทรศัพท์สายเดียว…”

ชายในชุดมอซอค่อยๆ ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง พวกตำรวจเลวมองด้วยความขบขัน คิดว่าตาแก่คนนี้คงโทรไปขอยืมเงินญาติพี่น้อง หรือโทรหาตำรวจยศเล็กๆ มาเคลียร์ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ… เบอร์ที่ชายคนนี้กำลังกดโทรออกไป คือเบอร์สายตรงของ ‘ผู้บังคับการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (อรินทราช 26)’!

“ฮัลโหล… ผู้การ… ผมเองนะ…” พล.ต.ท. ณัฐพล กรอกเสียงลงไปสั้นๆ และเฉียบขาด “พิกัดถนนสายที่สาม เขตชานเมืองตะวันตก… มี ‘ขยะสีกากี’ ตั้งด่านเถื่อนกรรโชกทรัพย์ประชาชน… ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษเต็มรูปแบบมาที่นี่เดี๋ยวนี้! ภายในสิบนาที ถ้ามาไม่ถึง ผมจะสั่งปลดคุณด้วยตัวเอง!”

หลังจากวางสาย พล.ต.ท. ณัฐพล ก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า และยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าที่สง่างามและทรงพลังอย่างประหลาด

พวกตำรวจนอกแถวทั้งสองนายได้ยินบทสนทนาแล้วถึงกับหัวเราะก๊ากออกมา ดาบยศชี้หน้าด่า “ฮ่าๆๆ! โอย… กูขำจนท้องแข็ง! มึงดูหนังแอคชั่นมากไปหรือเปล่าไอ้แก่! โทรเรียกชุดพิเศษมาจับพวกกูเนี่ยนะ? มึงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ สงสัยอยากโดนข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานเพิ่มอีกกระทง!”

ผู้กองดนัยส่ายหัว “เสียเวลาชิบเป๋ง! จับมันใส่กุญแจมือทั้งโชเฟอร์ทั้งผู้โดยสารนี่แหละ เอาไปขังลืมที่โรงพักให้เข็ด!”

แต่ทว่า… ในขณะที่ดาบยศกำลังจะหยิบกุญแจมือออกมาคล้องข้อมือของพล.ต.ท. ณัฐพล…

วี๊วอ! วี๊วอ! วี๊วอ!!

เสียงไซเรนฉุกเฉินดังกึกก้องกัมปนาทมาจากทุกสารทิศ แสงไฟวับวาบสีแดงและสีน้ำเงินสาดส่องตัดความมืดมิดของยามราตรี! ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที รถตู้สีดำกันกระสุนและรถสายตรวจของหน่วยปฏิบัติการพิเศษกว่าสิบคัน พุ่งทะยานเข้ามาปิดล้อมด่านตรวจเถื่อนแห่งนั้นไว้อย่างแน่นหนาแบบไม่ให้มีทางหนีรอด!

ฝุ่นควันตลบอบอวล ประตูลากของรถตู้กันกระสุนถูกกระชากเปิดออก ตำรวจหน่วยคอมมานโดในชุดปฏิบัติการเต็มยศพร้อมอาวุธสงครามครบมือกว่าสามสิบนาย กระโดดลงมาจากรถและตั้งแถวปิดล้อมพื้นที่อย่างรวดเร็ว ปืนทุกกระบอกเล็งเป้ามาที่กลุ่มนายตำรวจกังฉิน!

“ทิ้งอาวุธและชูมือขึ้นเดี๋ยวนี้!! นี่คือคำสั่งจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ!!” เสียงโทรโข่งดังก้อง

ดาบยศและผู้กองดนัยเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวย มือที่ถือกระบองและกุญแจมือสั่นงันงกจนของหล่นกระแทกพื้น พวกเขางุนงงและหวาดกลัวขั้นสุด เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น! ทำไมหน่วยอรินทราชถึงมาบุกด่านของพวกเขา!

นายตำรวจยศ ‘พลตำรวจตรี’ ผู้บังคับการหน่วยพิเศษ รีบวิ่งเหงื่อตกตรงดิ่งฝ่าวงล้อมเข้ามา เขาไม่ได้เดินมาหาผู้กองดนัย แต่เขาวิ่งตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของ ‘ผู้โดยสารในชุดมอซอ’… ก่อนจะยืดอก แผ่นหลังตั้งตรง และ ทำวันทยหัตถ์ตะเบ๊ะอย่างแข็งขันที่สุด!

“รายงานครับ ท่าน น.1! (รหัสเรียกขานผู้บัญชาการตำรวจนครบาล) ชุดปฏิบัติการพิเศษเดินทางมาถึงพื้นที่ตามคำสั่งของท่านเรียบร้อยแล้วครับ! ขอรับคำสั่งต่อไปครับท่านผู้บัญชาการ!!”

สิ้นเสียงรายงานอันดังกังวาน… โลกทั้งใบของตำรวจนอกแถวทั้งสองนายก็เหมือนพังครืนลงมาตรงหน้า!

‘ท… ท่านผู้บัญชาการ! น.1 งั้นเหรอ!!’

ผู้กองดนัยและดาบยศหน้าซีดเผือดราวกับศพ เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล ขาทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรงจนทรุดตัวลงไปคุกเข่ากระแทกพื้นถนนอย่างแรง!

พล.ต.ท. ณัฐพล ค่อยๆ ถอดหมวกแก๊ปที่ปิดบังใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่คมคาย ดุดัน และเต็มไปด้วยอำนาจบารมีของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่ เขากวาดสายตามองนายตำรวจรุ่นน้องที่บัดนี้กำลังตัวสั่นเป็นลูกนกเปียกฝน พนมมือไหว้ปลกๆ อยู่แทบเท้าของเขา

“ม… ไม่จริง… ท… ท่านผู้บัญชาการ… ผ… ผมไม่ทราบ… ผมขอประทานโทษครับท่าน! ผมตามองไม่เห็นภูเขาไท่ซาน! ท่านไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ!” ผู้กองดนัยร้องไห้ฟูมฟาย น้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า ศักดิ์ศรีความกร่างเมื่อห้านาทีก่อนปลิวหายไปในอากาศ

ดาบยศก้มกราบลงกับพื้นถนน “นายครับ! ผมแค่น้อยใจนายสั่งมา ผมทำตามคำสั่งครับนาย! อย่าไล่ผมออกเลยนะครับ ผมมีลูกมีเมียต้องเลี้ยงดู!”

“มีลูกมีเมียต้องเลี้ยงดูงั้นหรือ?!” พล.ต.ท. ณัฐพล ตวาดเสียงกร้าวราวกับฟ้าร้อง จนทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว “แล้วลุงโชเฟอร์แท็กซี่คนนี้ เขาไม่มีเมียที่กำลังป่วยรอคอยยาอยู่หรือไง! เงินสี่ห้าร้อยบาทสำหรับพวกคุณ มันอาจจะแค่เศษเงินเอาไปกินเหล้า แต่สำหรับประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ มันคือชีวิตของพวกเขาทั้งชีวิต!”

นายพลหนุ่มเดินเข้าไปใกล้คนทั้งสอง ก้มหน้าลงมองด้วยสายตาที่รังเกียจขยะสังคมอย่างถึงที่สุด

“พวกคุณเอาเครื่องแบบอันทรงเกียรติ เอาอาวุธที่มาจากภาษีประชาชน มาข่มขู่รีดไถเจ้าของเงิน! ซ้ำยังพยายามจะยัดข้อหายาเสพติดให้คนบริสุทธิ์! พฤติกรรมต่ำช้าแบบนี้ มันไม่ใช่ตำรวจ… มันคือ ‘โจรในเครื่องแบบ’!”

พล.ต.ท. ณัฐพล หันไปออกคำสั่งกับผู้บังคับการหน่วยพิเศษด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและดุดัน

“ปลดอาวุธ ถอดยศ และถอดเครื่องแบบของพวกมันออกเดี๋ยวนี้! ฉันไม่ต้องการให้พวกมันใส่เครื่องแบบของสถาบันตำรวจให้เสื่อมเสียเกียรติแม้แต่วินาทีเดียว! จับกุมพวกมันในข้อหากรรโชกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และพยายามยัดเยียดข้อหาเท็จ! ส่งตัวไปขังที่กองปราบปราม และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเพื่อ ‘ไล่ออก’ โดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญใดๆ ทั้งสิ้น! ขยายผลบัญชีทรัพย์สินของพวกมันด้วย ใครมีเอี่ยวลากคอมาให้หมด!”

“รับทราบครับท่านผู้บัญชาการ!!”

หน่วยคอมมานโดปรี่เข้าไปจับกุมผู้กองดนัยและดาบยศทันที พวกเขาถูกกระชากปลดดาวบนบ่า ถอดเข็มขัดและเสื้อเครื่องแบบออกกลางถนนอย่างน่าสมเพช ท่ามกลางเสียงร้องไห้โหยหวนขอความเมตตาที่ไม่มีใครรับฟัง พวกมันถูกใส่กุญแจมือไพล่หลังและลากตัวโยนขึ้นรถตู้กันกระสุนไปชดใช้กรรมอย่างสาสมที่สุด

เมื่อความวุ่นวายสงบลง พล.ต.ท. ณัฐพล หันกลับมาหา ‘ลุงสมหมาย’ โชเฟอร์แท็กซี่วัยชรา ที่กำลังยืนอ้าปากค้าง ขาสั่นงันงก ตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าที่พลิกผันราวกับปาฏิหาริย์ในภาพยนตร์

ลุงสมหมายรีบคุกเข่าลงจะกราบ “ท… ท่านนายพล… ท่านเป็นนายพลจริงๆ หรือครับ… ผมกราบขอบพระคุณท่านมากครับ ที่ช่วยชีวิตคนแก่ๆ อย่างผม…”

แต่พล.ต.ท. ณัฐพล รีบก้มลงไปประคองลุงสมหมายให้ลุกขึ้นยืน เขาส่งยิ้มที่อบอุ่นและเป็นกันเองที่สุดให้โชเฟอร์ชรา

“ไม่ต้องกราบผมหรอกครับคุณลุง ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ในฐานะผู้บังคับบัญชา ผมขอโทษที่ปล่อยให้มีลูกน้องเลวๆ มาทำร้ายประชาชนแบบนี้… ต่อไปนี้ ลุงทำมาหากินได้อย่างสบายใจเลยนะครับ ผมขอรับรองด้วยเกียรติยศของผมว่า ในยุคของผม จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองนี้อีกเด็ดขาด”

พูดจบ พล.ต.ท. ณัฐพล ล้วงกระเป๋าสตางค์ของตนเองออกมา หยิบเงินสดปึกใหญ่จำนวนหนึ่งหมื่นบาท ยัดใส่มือที่หยาบกร้านของลุงสมหมาย

“นี่ไม่ใช่เงินของตำรวจ แต่เป็นเงินส่วนตัวของผม… ลุงเอาไปเป็นทุนรักษาคุณป้านะครับ ไม่ต้องทอน ถือซะว่าเป็นค่าเสียเวลาที่ผมเหมาแท็กซี่คุณลุงในคืนนี้ก็แล้วกัน”

ลุงสมหมายน้ำตาไหลพราก กอดเงินก้อนนั้นไว้แนบอก ซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก แกพยักหน้ารับด้วยความตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด

ในคืนนั้น ลุงสมหมายได้ขับแท็กซี่กลับบ้านด้วยรอยยิ้มและหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ส่วน พล.ต.ท. ณัฐพล ได้ก้าวขึ้นรถประจำตำแหน่งที่หน่วยพิเศษเตรียมมาให้ มุ่งหน้าสู่กองบัญชาการ เพื่อเตรียมตัวเริ่มต้นภารกิจกวาดล้าง ‘ขยะสีกากี’ ให้สิ้นซาก

ข่าวการปลอมตัวจับตำรวจกังฉินของผู้บัญชาการคนใหม่ แพร่สะพัดไปทั่วทุกสถานีตำรวจในเช้าวันรุ่งขึ้น สร้างความสั่นสะเทือนและหวาดผวาให้กับบรรดาตำรวจนอกแถวทั้งหลายจนหัวหด เป็นการประกาศศักดาอย่างชัดเจนว่า… ยุคแห่งการใช้อำนาจมืดรีดไถประชาชนได้จบสิ้นลงแล้ว และคมดาบแห่งความยุติธรรมของผู้บัญชาการสีกากีตงฉินคนนี้ จะไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!